วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เจ้าพ่อผาด่าน(ขันคำ) นายด่านรักษาเมืองสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่ดอยผาด่าน

ศาลเจ้าพ่อผาด่าน อำเภอแม่ทา  จังหวัดลำพูน



        เจ้าพ่อผาด่าน ตามตำนานเล่าขานว่าเจ้าผาด่าน มีนามเดิมว่า "ขันคำ"ได้ร่ำเรียนวิชาความรู้จาก สุพรหมฤาษี ซึ่งเป็นฤาษีที่มีฤทธฺ์ทานุภาพมากในขณะนั้น เจ้าพ่อผาด่านเป็นทหารเอกของ เจ้าแม่จามเทวี มีความสามารถในการใช้อาวุธทั้งหอกและดาบอย่างช่ำชองเป็นบุคคลที่มีความกล้าหารและซื่อสัตย์ จนได้รับการแต่งตั้งเป็นนายด่านรักษาเมือง คอยรายงานความเคลื่อนไหวของผู้คนและข้าศึก

                   ตามตำนานที่เล่าขานสืบกันมาจากผู้เฒ่าผู้ แก่ เล่าสืบกันมาหลายชั่วอายุคนกล่าวว่าเจ้าพ่อผาด่าน เป็นเจ้าพ่อสิงสถิตย์อยู่ที่ดอยผาด่าน ซึ่งดอยผาด่านมีลักษณะเป็นหน้าผาสูง ในช่วงเวลาอากาศแจ่มใสจะสามารถมองเห็นได้ในระยะไกล แต่ถ้าหากขึ้นไปอยู่บนหน้าผา ซึ่งเป็นสถานที่ที่เจ้าพ่อผาด่านใช้เป็นที่สังเกตการณ์รบในสมัยนั้น จะสามารถมองเห็นได้ทั้งภายในจังหวัดลำพูน และเชียงใหม่ ซึ่งในจังหวัดลำพูนสามารถมองเห็นได้ เช่น นิคมอุตสาหกรรมและอำเภอป่าซาง ส่วนจังหวัดเชียงใหม่ สามารถมองเห็นได้ เช่น อำเภอเมืองสันกำแพง สันทราย พระธาตุดอยสุเทพ ตำหนักภูพิงค์ฯ หางดง สันป่าตองและดอยอินทนนท์ ตั้งแต่สมัยโบราณในวันพญาวันหรือ ตรงกับวันที่ ๑๕ ของเดือนเมษายนของทุกปีจะมีการอัญเชิญเจ้าพ่อผาด่านให้เสด็จลงมา เพื่อประทับทรง พบปะพูดคุยกับบรรดาลูกหลาน ชาวบ้านที่มีความเคารพนับถือ และเลื่อมใสในตัวเจ้าพ่อผาด่าน

                  ตำนานเจ้าพ่อผาด่านมีมานานแล้ว และเล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนแต่ไม่ได้มีการบันทึกไว้เป็น ลายลักษณ์อักษรแต่ในปีพ.ศ. ๒๕๔๐ นายสุเทพ ปัญญากาศ (ปัจจุบันเป็นกำนันตำบลทากาศ)ได้แนะนำและชักชวนคณะกรรมการ ให้เดินทางไปที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อไปปรึกษากับครูบาเทืองนาถสีโล แห่งวัดบ้านเด่น ซึ่งครูบาเทืองท่านนี้เป็นครูบาที่มีบุญบารมีมากทางคณะกรรมการ ได้เดินทาง ไปวัดบ้านเด่นเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๐ ตรงกับวันอาทิตย์ แต่ทางครูบาเทืองได้นัดให้ไปหาท่านอีกครั้งหนึ่ง คือต้องหลังวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ และในวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๐ ทางคณะกรรมการได้เดินทางไปที่วัดบ้านเด่นอีกครั้ง เพื่อพบกับครูบาเทือง นาถสีโลครูบาเทืองซึ่งท่านได้นั่ง สมาธิและก็ได้เล่าให้คณะกรรมการฟังเพื่อเป็นพื้นฐานในการค้นคว้าซึ่งคณะกรรมการก็ได้ทำการค้นคว้า ประวัติเจ้าพ่อผาด่านได้ดังต่อไปนี้

                เจ้าพ่อผาด่าน เป็นพระอุปราชของพระเจ้ามหันตยศ เจ้าเมืองหริภุญชัย (ลำพูน) ในราวปี พ.ศ. ๑๒๒๔และพระเจ้าอนันตยศผู้ปกครองเมืองเขลางค์นคร (ลำปาง) ในราว พ.ศ. ๑๒๔๓ สำหรับพระเจ้ามหันตยศและพระเจ้าอนันตยศนั้นเป็นพระราชโอรสแฝดของพระนางเจ้าจามเทวี เจ้าพ่อผาด่านมีนามเดิมว่า "ขันคำ" มีหน้าที่เฝ้าหน้าด่านระหว่างเมือง ๒ เมือง(เมืองหริภุชัย และเมืองเขลางค์นคร) ที่ดอยผาด่านในปัจจุบัน เจ้าพ่อผาด่านได้ร่ำเรียนวิชาความรู้จาก "สุพรหมฤาษี" ซึ่งเป็นฤาษีแห่งดอยผางาม จังหวัดลำปางเจ้าพ่อผา ด่านเป็นบุคคลที่มีความกล้าหารและซื่อสัตย์เป็นอย่างยิ่งมีความสามารถในการใช้อาวุธทั้งหอกและดาบเป็นอย่างดี ทำหน้าที่นายด่านอยู่ราวปี พ.ศ. ๑๒๖๐

               ในการสร้าง รูปจำลองเจ้าพ่อผาด่าน ได้นำเอาดินจากสถานที่ศักดิ์ ๗ แห่งคือวัดพระคงฤาษี วัดมหาวัน วัดประตูลี้ วัดพระธาตุหริภุญชัย ทั้ง ๔ แห่งในจังหวัดลำพูน และอีก ๓ แห่ง คือ วัดปงยางคก วัดพระแก้วดอนเต้า วัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง มาบรรจุไว้ที่ฐานของรูปจำลองเจ้าพ่อผาด่านด้วย

                 ทุกวันที่ ๒๘ เมษายน ของทุกปี จะมีการจัดพิธีบวงสรวงโดยการจัดงานประเพณีสรงน้ำพระพุทธรูป และรูปจำลองเจ้าพ่อผาด่าน โดยมีผู้มาร่วมพิธีกันอย่างเนืองแน่นทุกปี
ดอยผาด่าน  ด้านล่างดอยผาด่านเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าพ่อผาด่านซึ่งเป็นที่เคารพสักการะบูชา


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก



วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เรื่องจริงหรือตำนาน พระเจ้าฝาง-พระนางสามผิวและตำนานเจ้าแม่มะลิกา แห่งเวียงมะลิกา

เรื่องของพระเจ้าฝางอุดมสินและพระนางสามผิวตามจารึกที่อนุสาวรีย์กล่าวว่า

อนุสาวรีย์พระเจ้าฝาง-พระนางสามผิวตั้งอยู่ที่สวนสุขภาพหน้าวัดพระบาทอุดม ตำบลเวียง  อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ 

       
             พุทธศักราช ๒๑๗๒-๒๑๘๐ พระเจ้าฝางอุดมสิน ทรงพระนามเดิมว่า พระยาเชียงแสนเป็นราชบุตรของเจ้าเมืองเชียงแสน ได้เสด็จมาทรงปกครองเป็นเจ้าเมืองฝาง ในปี พ.ศ. ๒๑๗๒ ศักราชได้ ๙๙๐ ตัว เดือน ๘ เหนือ แรม ๑๓ ค่ำ พร้อมด้วยพระชายา ซึ่งมีพระนามว่า พระนางสามผิวเป็นพระราชบุตรีของ เจ้าเมืองล้านช้าง (เมืองเวียงจันทน์) ซึ่งมีพระสิริโฉมงดงามเป็นที่เลื่องลือไปทั่วสารทิศว่า พระองค์ทรงมีผิวพระวรกายถึงสามผิว กล่าวคือในตอนเช้าจะมีผิวสีชาวดุจปุยฝ้าย ในตอนบ่ายจะมีผิวสีแดงดั่งลูกตำลึงสุก และในตอนเย็นผิวพระวรกายจะเป็นสีชมพูเรื่อ ประหนึ่งดอกปุณฑริกาทั้งสองพระองค์ทรงปกครองเมืองฝางอยู่นั้น เมืองฝางอยู่ในฐานะเมืองขึ้นของพม่า ทำให้พระเข้าฝางอุดมสินทรงมีพระราชดำริ ที่จะกอบกู้เอกราชเมืองฝางคืนจากพม่า โดยได้ซ่องสุมฝึกซ้อมกำลังพล ตระเตรียมอาวุธและเสบียงกรังไม่ยอมส่งส่วย ทั้งยังฝ่าฝืนและขัดคำสั่งของพม่า จนความทราบถึงเมืองพม่าว่าเมืองฝางคิดจะแข็งเมือง ไม่ยอมเป็นเมืองขึ้นพระเจ้าภวะมังทาสุทโธธรรมราชาที่ครองเมืองอังวะ กษัตริย์พม่า จึงได้ยกทัพหลวงมาตีเมืองฝาง ในปีพุทธศักราช ๒๑๗๖ ศักราชได้ ๙๙๔ ตัว พระเจ้าฝางอุดมสินได้นำทัพเข้าต่อสู้ป้องกันเมืองอย่างแข็งขัน ทำให้พระเจ้าภวะมังทาสุทธโธธรรมราชา ไม่สามารถเข้าตีเมืองฝางได้ พระเจ้าภวะมังทาสุทธโธธรรมราชา จึงเปลี่ยนแผนการรบใหม่ โดยให้ทหารล้อมเมืองฝางไว้ พร้อมกับตั้งค่ายบัญชาการรบที่เวียงสุทโธ และระดมยิงระบู (ปืนใหญ่) เข้าโจมตีเมืองฝางทำให้บ้านเมืองระส่ำระสาย ประชาชนเสียขวัญ ทหารและประชาชนบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก  พม่าได้ล้อมเมืองฝางไว้ เป็นเวลานานถึง ๓ ปี กับ ๖ เดือน ทำให้เสบียงอาหารในเมืองฝางที่เก็บสะสมไว้หมดลง ประชาชนอดอยาก พระเจ้าฝางอุดมสินและพระนางสามผิว คิดว่าพระองค์ท่านเป็นต้นเหตุแห่งความเดือดร้อนในการที่จะกอบกู้บ้านเมือง แต่กระทำการไม่สำเร็จ พระองค์จึงตัดสินพระทัยสละพระชนม์ชีพ เพื่อปกป้องชาวเมืองฝางให้รอดพ้นจากการเข่นฆ่าของทหารพม่า และคามอดอยาก เดือดร้อน ดังนั้นในปีพุทธศักราช ๒๑๘๐ ศักราชได้ ๙๙๘ ตัว เดือน ๖ เหนือ ขึ้น ๕ ค่ำ พระเจ้าฝางอุดมสินและพะนางสามผิว จึงสละพระชนม์ชีพ ด้วยการกระโดดลงบ่อซาววา และเป็นเวลาเดียวกันที่ทหารพม่าเข้าตีเมืองฝางได้สำเร็จ เมื่อ พระเจ้าภวะมังทาสุทธโธธรรมราชา ทราบถึงวีรกรรมของทั้งสองพระองค์ท่าน พระเจ้าภวะมังทาสุทธโธธรรมราชา จึงมีคำสั่งห้ามทหารพม่าไม่ให้ทำร้ายประชาชนเมืองฝาง จากนั้นพระองค์จึงได้ยกทัพกลับกรุงอังวะ ประเทศพม่า
เมื่อศึกสงครามสงบลงแล้ว ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเจ้าเมืองฝางเห็นว่า เจ้าเมืองและพระมเหสีทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อรักษา เมืองฝางและชีวิตของชาวเมืองไว้ จึงได้สร้างอนุสาวรีย์ทั้งสองพระองค์ไว้ที่บ่อน้ำซาววา ซึ่งอยู่หน้าวัดพระบาทอุดมพากันกราบ ไหว้ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ปกบ้านคุ้มเมืองให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขตราบจนทุกวันนี้
       ภาพถ่ายบริเวณที่เขาเชื่อว่าเป็นบ่อน้ำซาววา


ภาพภายในบ่อน้ำซาววา ลึกมากพอสมควร



ส่วนในนิทานอีกฉบับหนึ่งกล่าวไว้แตกต่างกันว่า
พระเจ้าฝาง  มีพระมเหสีสิริโสภาองค์หนึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า พระนางสามผิว  เพราะเป็นผู้มีบุญญาธิการสูงเวลาเช้าผิวของพระมเหสีจะเป้นสีขาวบริสุทธิ์ผุดผ่องนวลใย  ครั้นตอนเที่ยงผิวกลับเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อนงดงามตา  ถึงเวลาเย็นผิวกลับเป็นสีแดงได้อย่างน่าอัศจรรย์  ทั้งสองมีพระธิดาองค์หนึ่งนามว่า เจ้าหญิงมะลิกา ซึ่งมีความงามไม่ผิดกับพระมารดาเสียแต่ว่าพระโอษฐ์ด้านบนแหว่งทำให้เจ้าหญิงรู้สึกอับอาย  พระเจ้าฝางจึงสร้างเวียงให้อยู่ต่างหาก ปัจจุบันคือ เวียงมะลิกา  พระเจ้าสุทโธ แห่งเมืองพม่าได้ยินกิตติศัพท์ความงามของพระนางสามผิวใคร่ที่จะได้ยลโฉม  ได้ปลอมแปลงเป็นพ่อค้านำสินค้าจากเมืองตะโก้ง  เข้ามาขายในเมืองฝางและนำผ้าเนื้อดีเข้าไปถวายพระนางสามผิว  ครั้นเมื่อได้พบตัวจริงพระเจ้าสุทโธก้เกิดหลงรักพระนางสามผิวจนไม่อาจหักห้ามใจตนเองได้  รีบเสด็จกลับกรุงอังวะแล้วยกกองทัพมาตีเมืองฝาง  รบกกันอยู่ ๓ ปีพระเจ้าสุทโธได้รับชัยชนะ  แต่ก่อนที่เมืองฝางจะแตกอำมาตย์และนางข้าหลวงคู่หนึ่งซึ่งมีความจงรักภักดีทูลให้พระเจ้าฝางกับพระนางสามผิวเสด็จหนีไปอยู่ที่เมืองกุสินารายณ์ ณ ประเทศอินเดีย  แล้วทั้งสองได้ปลอมตัวเป็นเจ้าเมืองฝางและพระมเหสีพากันไปกระโดดน้ำตายที่บ่อน้ำซาววาเพื่อลวงพม่า  พระเจ้าสุทโธเข้าใจว่าพระเจ้าฝางกับพระนางสามผิวกระโดดบ่อน้ำสวรรคตก็ได้แต่โศกเศร้าเสียใจยกกองทัพกลับเมืองอังวะด้วยความผิดหวัง
   ภาพป้ายจารึกประวัติพระเจ้าฝาง-พระนางสามผิว


ผมขออนุญาตินำบทวิเคราะห์ตำนานพระเจ้าฝางอุดมสินและพระนางสามผิวซึ่ง เรียบเรียง โดย คุณอินทร์ศวร แย้มแสง มาประกอบกับบทความนี้ครับเนื่องจากผมมีความคิดเห็นคล้ายกับคุณ อินทร์ศวร  แย้มแสง  ว่าน่าจะไม่ใช่เรื่องจริง
  
บทวิเคราะห์เรื่องพระนางสามผิว(ของคุณ อินทร์ศวร  แย้มแสง)
          ตามที่กล่าวไว้ว่า ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า เรื่องพระนางสามผิวกับพระเจ้าฝางอุดมสิน เป็นเรื่องเกิดในสมัย ประมาณ พ.ศ.๒๑๗๕ ที่พระเจ้าสุทโธธธรรมราชา ยกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่ต้องล้อมตีเมืองฝางก่อนถึง ๓ ปี ด้วยเหตุผลดังกล่าวไว้ในตอนแรกแล้วนั้น แต่ ถ้าเป็นเรื่องจริง ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นเรื่องเกิดในสมัยพระเจ้าไชยศิริครองเมืองไชยปราการมากกว่า เพราะขณะนั้นเป็นนครใหญ่ ไพร่บ้านพลเมืองล้นหลาม มั่งคั่งด้วยพระราชทรัพย์ อันเกิดจากราชบรรณาการ จากหัวเมืองใหญ่น้อยเป็นบริวาร ทั้งนี้ด้วยกฤษฏาภินิหาร ของพระเจ้าพรหมหาราช ทรงสร้างสั่งสมไว้มาก่อน พระเจ้าไชยศิริ จึงได้รับอานิสงค์นั้นโดยปริยาย คือความมั่งคั่งสมบูรณ์ ถ้าจะมีพระอัครมเหษี ในฐานะพระยามหากษัตริย์ ก็น่าเป็นจริงที่จะทรงพระรูปโฉมศิริวิลาศ มากกว่าและก็มีการศึกระหว่างทัพไทยเมา จากเมืองสุธรรมมาวดี ยกมาตีเอาเมืองด้วย
          อนึ่งเรื่องนิยายปรำปราเรื่องนี้ กล่าวว่า พระเจ้าฝางอุดมสิน พาพระนางสามผิวหนีไปเมืองกุสินารายณ์ ก็ลองคิดดูว่าเมืองกุสินารายณ์อยู่ทางไหน จะพาพระมเหษีหลบหนีฝ่ายค่ายข้าศึก หนีเข้าไปดินแดนศัตรูอันกว้างใหญ่ คืออาณาแสนหวี หรือสุธรรมาวดี แล้วหนีต่อไปจนถึงเมืองกุสินารายน์ในอินเดียได้หรือไร แต่เหตุการณ์เป็นจริงที่เกิดขึ้นกับพระเจ้าไชยศิริคือ พระเจ้าไชยศิริ พาพระญาติวงศ์ไพร่พล หนีลงทางใต้ไปเมืองเล็กๆ ทางแคว้นเฉลี่ยง อันได้แก่ศรีสัชนาลัย แล้วลองคิดดูชื่อเมือง ศรีสัชนาลัยก็ดี กุสินารายณ์ก็ดี ใกล้เคียงกันใหม่ คนเล่าสืบกันมานานๆ หลายร้อยปี อาจจะเรียกชื่อผิดเพี้ยนไปกันได้ ในตำนานโยนกกล่าวว่า
          พวกไทยเมา ยกกองทัพเข้ามาทางตำบลโป่งน้ำร้อน และบ้านห้วยเป้า ข้าพเจ้าไม่ทราบบ้านห้วยเป้านั้น คือที่ใดในปัจจุบัน แต่สถานที่ธรรมชาติโป่งน้ำร้อนนั้น มีแน่ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ เหมือนหมู่บ้าน ตำบลและเมือง และเรื่องนี้ เกี่ยวพันกับนครไชยปราการด้วย โดยที่เราจะยอมรับหรือปฏิเสธว่า นครไชยปราการจะอยู่ที่ ต.ปงตำ หรือ อยู่ในบริเวณปากแม่น้ำกก ทั้งสองอย่างก็ดี ถ้าสมมุติว่า นครไชยปราการตั้งอยู่ในอ่างกะทะธรรมชาติใบนี้ ดังกล่าวไว้ในตอนต้น ที่กล๋อมสร้างเมืองอุมงคเสลา ที่ทรากเก่าเมืองฝาง ว่าเพราะชัยภูมิดีเป็นกำแพงธรรมชาติแล้ว เขตแดนเมืองฝางปัจจุบันด้านตะวันตก ณ บ้านต้นผึ้ง ก่อนๆ เรียกบ้านห้วยผึ้ง มีทางเดินใช้กันมานานแต่โบราณ สำหรับเดินทางไปมา ระหว่างเมืองฝางกับเมืองต่างๆ ในรัฐฉาน อันเป็นที่ตั้งอาณาจักรสุธรรมาวดี ของไทยเมา ตรงยอดดอยทิวเขายาวเหยียด กั้นเขตแดนไทยพม่า ในตำบลม่อนปิ่น ที่เรียกว่า สันจุ๊ เป็นด่านทางเดินติดต่อมานานแล้ว ตั้งแต่โบราณกาล และคำว่า สันจุ๊ เป็นภาษาเมืองเหนือ จุ๊ หมายถึง รวม ร่วม ชุมนุม สัน คือ สันเขา ตรงสันจุ๊ ก็มีทางเดินมาสู่ฝางได้ ๓ ทาง ลงมาสู่บ้านต้นผึ้ง หรือห้วยผึ้ง ลงมาสู่โป่งน้ำร้อน แล้วมาสู่ห้วยบอน อีกทางไปไกล เดินตามสันเขาไปจนลงสู่ตำบลแม่งอน
๑.ผู้ครองนครฝางที่ได้พระนามว่า พระเจ้าฝางอุดมสิน ถ้าวิเคราะห์ตามชื่อ หมายถึงกษัตริย์ผู้มีพระราชทรัพย์มหาศาล เมืองฝางน่าจะมั่งคั่ง ประชาชนน่าจะมากมาย และน่าจะเป็นเมืองใหญ่ ทรงอำนาจจึงจะสมกับพระนาม อุดมสิน เมืองฝางจะต้องเป็นเมืองใหญ่ มั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยราชทรัพย์ ด้วยราชบรรณาการจากเมืองบริวาร แต่ระยะที่พระเจ้าสุทโธธรรมราชา ยกทัพมาตีเมืองฝางนั้น เมืองฝางเป็นเมืองเล็ก ขึ้นต่อเมืองเชียงใหม่ และพระนามผู้ครองเมืองในสมัยนั้น ก็ไม่มีผู้ใดใช้พระนามว่า "พระเจ้า" อันหมายถึงกษัตริย์ยิ่งใหญ่ และเมืองเล็กๆ ขณะนั้น จะมั่งคั่งด้วยพระราชทรัพย์มหาศาล จนได้นามว่า "อุดมสิน" ได้อย่างไร
๒.ถ้าเรื่องราวของพระเจ้าฝางอุดมสิน และพระนางสามผิว เป็นเรื่องราวในสมัยพระเจ้าสุโธธรรมราชา มาตีเมืองฝางจริง เป็นเหตุการณ์ไม่กี่ร้อยปี น่าจะมีจดหมายเหตุ ตำนานไว้อย่างแน่ชัด เพราะไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เมืองขนาดมีกษัตริย์ครองเมือง เมื่อเกิดศึกสงครามก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ที่จะถึงกับลืมจดเรื่องราวไว้ในตำนาน ขนาดเหตุการณ์ สมัยพระเจ้าเม็งราย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ ก่อนหน้าพระเจ้าสุทโธธรรมราชา ยังมีตำนานกล่าวไว้แน่นอน ไม่ใช่กล่าวแบบนิยายปรำปรา อนึ่ง ในตำนานหรือพงศาวดาร ที่กล่าวถึงพระนามว่า พระนางสามผิว ก็มีอยู่เป็นหลักฐาน ในปี พ.ศ.๒๓๐๗ ว่า "พม่าตั้งนายชายแก้ว ให้เป็นเจ้าฟ้าชายแก้ว ครองเมืองลำปาง ในปีจุลศักราช ๑๑๒๖ ล้อโป่ซุก แม่ทัพพม่า จึงเอานายขนานกาวิล กับนายดวงทิพ บุตรเจ้าฟ้าชายแก้ว คุมพล ชาวเมืองนครลำปาง เข้าสมทบกับกองทัพพม่า ยกไปตีเมืองเวียงจันทร์ ได้เมืองเวียงจันทร์ และธิดาเจ้าเวียงจันทร์ ชื่อ นางสามผิว ส่งไปถวายพระเจ้าอังวะ" เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตก ครั้งที่ ๒ เท่านั้น แต่นิยาย เรื่องพระนางสามผิว ที่เล่าสืบๆ กันมา เป็นเรื่องเก่าแก่โบราณ
ข้าพเจ้าคิดว่าไม่ใช่เป็นเรื่องเกิดขึ้นในสมัยพระเจ้าสุทโธธรรมราชา ยกทัพมาตีเมืองฝางและเชียงใหม่ และไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกิดกับนครเวียงจันทร์แน่นอน แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง ต้องเป็นเรื่องเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ หลายร้อยปี ระยะเวลาที่เชียงใหม่กลับเป็นอิสระอีกครั้งหนึ่ง ก็อยู่ในขอบขัณฑสีมา ของกรุงศรีอยุธยาบ้าง เป็นอิสระบ้าง สำหรับเมืองฝางก็ยังคงเป็นเมืองเล็กๆ ในอาณารัฐลานนาไทยอยู่ ไม่มีความสำคัญใดๆ ไม่มีตำนานใดๆ จะให้ศึกษาได้ชัดเจนในตอนนี้ ว่าเหตุการณ์ในเมืองฝางเป็นอย่างไร มีเจ้าผู้ครองเมืองชื่ออะไร ดูระยะนี้จะขาดหายไป จนกระทั่ง สมัยกรุงธนบุรี เป็นราชธานีอาณาจักรไทยสยาม  เหตุการณ์ทางลานนาไทย ก็ได้มีการสงครามกับพม่า โดยมีคนชาวไทยลานนา พยายามกอบกู้เอกราชคืนให้ได้ ระหว่างพม่ายังคงปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ ของลานนาไทยอยู่ อาทิ เชียงแสน เชียงราย ฝาง เป็นต้น

ส่วนเรื่องของพระนางมะลิกาหรือเจ้าแม่มะลิกา  มีประวัติสืบต่อดังนี้

อนุสาวรีย์พระนางมะลิกา ตั้งอยู่ที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่


                    พระนางมะลิกา  เป็นพระธิดาของพระเจ้าอุดมสินแห่งเมืองฝางกับพระนางสามผิว  ประสูติราว  ปี พ.ศ.  ๒๑๓๑   ก่อนตั้งพระครรภ์พระมารดาทรงสุบินว่า   มีช้างเผือกนำดอกมะลิมาถวาย  จึงขนานพระนามว่า  มะลิกา ”  ตามพระสุบิน   พระนางสามผิวมีพระพุทธปฏิมาแก่นจันทร์เป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์ ทรงสักการะบูชาทุกค่ำเช้า 
                  วันหนึ่งมี่ขุ่นเคืองพระทัยด้วยเรื่องพระสนมเอกของพระเจ้าฝาง เมื่อถึงเวลาถวายเทียนสักการะบูชาพระพุทธปฏิมาแต่พระองค์ ยังมิอาจดับพระทัยที่ขุ่นเคืองได้ ขณะที่จุดเทียนถวายสักการะบูชาพระพุทธปฏิมาแก่นจันทร์ และทรงละเลยไว้ด้วยความประมาทเทียนที่จุดไว้ล้มลงเผาไหมพระโอษฐ์พระพุทธปฏิมา รุ่งขึ้นเวลาเช้าเมื่อพระนางเจ้าเสด็จออกจากที่บรรทมทรงทราบว่าเทียนล้มลงเผาไหม้พระโอษฐ์พระพุทธปฏิมาแก่นจันทร์ก็ทรงสำนึกความบาปที่กระทำด้วยความประมาท ครั้นกาลต่อมา พระครรภ์ครบกำหนดทศมาส ประสูติพระราชธิดาผู้ทรงโฉมศิริโสภาคพระฉวีวรรณผุดผ่อง แม้นเหมือนพระมารดา แต่ก็มีตำหนิที่ควรสมเพชที่พระธิดา มีริมพระโอษฐ์ล่างแหว่งไป  เมื่อพระชันษาได้   ๑๘ ทรงมีพระสิริโฉมงดงาม  ได้มีราชบุตรต่างเมืองมาสู่ขอ  พระนางไม่สนพระทัย  กลับรบเร้าให้พระบิดาสร้างเวียง  (พระตำหนัก )ให้  ใน ปี  พ.ศ. ๒๑๕๐ เมื่อราชบุตรีทรงวุฒิจำเริญขึ้น พระเจ้าฝางทรงเกรงเป็นที่ละอายแก่ไพร่ฟ้าพลเมืองจึงทรงสร้างสวนหลวงขึ้นทางทิศเหนีอเวียงสุโท (ใกล้กับเมืองฝาง) และสร้างคุ้มหลวง ประกอบด้วย คู และปราการ ประตู  ๔ ด้านล้อมรอบประทานราชบุตรี ให้เป็นที่ประทับสำราญ สวนหลวงแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า เวียงมะลิกา(บางฉบับว่า เวียงสนธยา) เชื่อว่า เวียงมะลิกาไม่มีบุรุษเพศเลย ผู้คนล้วนแต่สตรีเพศพระแม่เจ้าทรงฝึกฝนสตรีผู้กำยำเป็นทะแกล้วคนหาญของเวียงมะลิกา จนเป็นที่ลือชา ปรากฏว่าเวียงมะลิกามีคนหาญการธนูที่แกร่งกล้ายิงแม่นนัก    กาลต่อมามีราชบุตรของเจ้าผู้ครองเวียงภูก่ำ(แคว้นไตใหญ่) ได้สดับข่าวเกี่ยวกับพระเจ้าแม่มะลิกา แรงแห่งบุพเพสันนิวาสเกิดขึ้นในราชบุตร พระราชบุตรได้ทรงอ้อนวอนพระเจ้าภูก่ำ ขอเสด็จไปเวียงมะลิกาเยี่ยงสามัญชนคนค้าขาย  พระเจ้าภูก่ำทรงอนุญาต แล้วดำรัสสั่งอำมาตย์คนสนิท ให้ ตระเตรียมม้าต่างอัญมณีเป็นสินค้าโดยเสด็จพระราชบุตร ข่าวการเสด็จฯของพระราชบุตรทราบถึงเจ้าแม่มะลิกา พระองค์ก็เกิดอางขนางในวันที่พระราชบุตรกำหนดเข้าเฝ้าถวายอัญมณีแม่เจ้าก็เสด็จหลีกลี้ไปสรงสนานน้ำห้วยและแต่งให้พระพี่เลี้ยงนางเหลี่ยวอยู่เวียงมะลิการับเสด็จพระราชบุตร เมื่อพระราชบุตรในรูปของพ่อค้านายวาณิชเข้าเฝ้า พระพี่เลี้ยงก็กล่าวว่าแม่เจ้าไม่ทรงปรารถนาพบเห็นชายใด ๆ และไม่ต้องประสงค์ในการได้ยินเรื่องเช่นนี้ พ่อค้า จำแลงก็ลากลับเวียงภูก่ำด้วยความโทมนัส ขณะที่พระนางมะลิกาสรงสนานอยู่ น้ำในลำห้วยก็กลายเป็นสีเลือดด้วยละอายพระทัยคนทั้งหลายจึงเรียกน้ำห้วยนั้นว่า "แม่อาย" จึงได้ชื่อตำบลนี้ว่า "แม่อาย" 
                  ต่อมาในปี   ๒๑๗๒  ทัพพม่าได้ยกมาตีเมืองฝาง   พระนางมะลิกาได้พาไพร่พลของตนเข้าต่อสู้กับพม่า  ช่วยบิดาต้านทานได้  ๓  ปี  ในที่สุดก็ต้านไม่ไหวเพราะกำลังที่มีน้อย  พระเจ้าอุดมสินกับพระนางสามผิวมารดา    ไม่ทรงยอมจำนนต่อข้าศึก  ได้กระโดดลงน้ำบ่อซาววา สิ้นพระชนม์   ส่วนพระนางมะลิกาได้พาไพร่พลที่เหลือกลับไปตั้งหลักที่เวียงสนธยา  และครองเวียงอยู่ได้  ๔๐  ปี  ทรงสวรรคตในปี   ๒๑๙๐  รวมพระชนมายุได้  ๕๘  ปี    ต่อมาได้มีการจัดสร้างอนุสาวรีย์พระนางมะลิกาขึ้น  เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของพระนาง และเป็นที่เคารพสักการะของชาวแม่อายมาจนตราบเท่าทุกวันนี้






ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก

-http://www.panoramio.com/photo/50750779
-หนังสือ ๕๐ นิทานไทย ของคุณ ธนากิต

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

พระเจ้าทิพย์จักรสุลวะฤาไชยสงคราม วีรบุรุษพรานป่าแห่งเขลางค์นคร

       อนุสาวรีย์ พระเจ้าทิพย์จักรสุลวะฤาไชยสงคราม(หนานทิพย์ช้าง) ตั้งอยู่ริมถนนสายเอเชีย หมายเลข  ไฮเวย์ลำปาง-เชียงราย ห่างจากตัวเมืองลำปางประมาณ  กิโลเมตร 


                    พระเจ้าทิพย์จักรสุลวะฤๅไชยสงคราม หรือ เจ้าพระยาสุลวะฤาชัยสงคราม หรือ หนานทิพย์ช้าง (บ้านปงยางคก) ท่านเป็นเจ้าผู้ครองนครลำปางในสมัยเป็นเอกราชไม่ขึ้นกับกษัตริย์พม่า กษัตริย์ไทย (กรุงศรีอยุธยา) หรือเจ้าเมืองนครเชียงใหม่ นับว่าเป็นต้น ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ต้นสกุลวงศ์ของ เจ้าเจ็ดตน
           
ภาพวาดของหนานทิพย์ช้าง

                   ตามประวัติเดิมกล่าวว่า พระองค์ทรงเป็นชาวลำปาง เกิดที่หมู่บ้านปงยางคก ตำบลปงยางคำ อำเภอห้างฉัตร เดิมชื่อทิพย์เทศ บุญเรือน หรือ ทิพย์จักร หรือ หนานทิพจักรวเนจร ส่วนคำว่า หนาน เป็นคำเรียกคนที่สึกจากพระทางภาคเหนือ  เป็นคำนำหน้าที่ยกย่องคนที่ได้เคยอยู่ใต้บุญผ้าเหลืองเพราะคนเหนือทั่วไปไม่ค่อยได้บวชกันเหมือนคนทางภาคอื่น ๆ ที่ต้องบวชเรียนเมื่ออายุครบกำหนดที่ต้องบวช แต่ในสมัยนี้ชายไทยบางคนก็ขอผลัดผ่อนการบวชไปก่อน เพื่อลองไป "เบียด" สักระยะ  แล้วค่อยบวชทีหลัง แต่เดิมพระองค์มีอาชีพเป็นนายพรานเชี่ยวชาญในการไล่ตัดหางช้างที่มาเหยียบข้าวในนาของชาวบ้าน ชาวบ้านจึงมักเรียกว่า ทิพย์ช้าง มีภรรยาชื่อ พิมพา เป็นชาวบ้านเอื้อม อำเภอเมืองลำปาง 
                    ในระหว่างปี พ.ศ.๒๒๗๒ - ๒๒๗๕ คือสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายดินแดนล้านนาได้รับความเดือดร้อนจากการรังควานของฝ่ายพม่า ราษฎรมีความเป็นอยู่อย่างลำบาก ทั้งนี้เพราะอาหารการกินขาดแคลน ทรัพย์สมบัติ เรือกสวนไร่นาก็ถูกพม่าริบ ชายฉกรรจ์ถูกเกณฑ์ไปทำศึกสงคราม ทำให้เดือดร้อนกันโดยทั่วไป ขณะนั้นพม่าได้เข้ายึดเมืองลำพูน เชียงแสน เชียงราย  ส่วนทางเชียงใหม่มีเจ้า องค์ดำ (องค์นก) พยายามรวบรวมกำลังต่อสู้กับพม่า แต่ทางลำปางนั้นยังไม่มีเจ้าเมืองปกครองมีแต่ ขุนเมืองรักษาเมืองไว้ ๔ คน คือ แสนหนังสือ แสนเทพ นายเรือนและจเรน้อย ขุนเมืองทั้ง ๔ ไม่มีความสามารถจะต่อสู้กับพม่า เพราะมุ่งแต่จะแก่งแย่งอำนาจกัน ความเดือดร้อนต่างๆ ของราษฎร   ร้อนถึงพระภิกษุเจ้าซึ่งในสมัยนั้นถือว่าพระภิกษุมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและเป็นผู้มีความรู้ ประชาชนให้ความเลื่อมใสนับถือเป็นอย่างมาก ได้แก่ พระภิกษุวัดนายาง (นายาบ อยู่ในเขตอำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง) พระภิกษุรูปนี้กล่าวกันว่าแกร่งกล้าด้วยวิทยาคมมีความรู้ทางไสยศาสตร์ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ท่านมีลูกศิษย์ที่เลื่อมใสจำนวนมาก จึงได้เข้าร่วมกับพระภิกษุวัดสามขา วัดบ้านฟ่อนโดยการลาสิกขาออกมาเพื่อกู้บ้านกู้เมืองจากพม่า แล้วรวบรวมผู้คนตั้งตนเป็นอิสระซึ่งขุนเมืองทั้ง ๔ ที่รักษาเมืองลำปางอยู่ไม่สามารถจะปราบปรามได้     ครั้นข่าวตั้งตนเป็นอิสระเป็นเหล่าเพื่อต่อสู้พม่าทราบไปถึงท้าวมหายศ ซึ่งเป็นชาวพม่าที่มาครองเมืองลำพูน ก็ได้ยกกองทัพมายังนครลำปาง เพื่อจะมาปราบปรามพระภิกษุที่ลาสิกขาบทออกมารวมทั้งพรรคพวก เมื่อทราบข่าวการศึกสมภารวัดนายาง วัดสามขา และวัดบ้านฟ่อน จึงได้คุมสมัครพรรคพวกออกต่อสู้กองทัพท้าวมหายศ เมืองลำพูนโดยมิได้ย่อท้อ    การรบครั้งนั้นดุเดือดจนถึงขั้นตะลุมบอน ที่ตำบลป่าตัน กองกำลังฝ่ายสมภารวัดนายาง สู้กองทัพท้าวมหายศไม่ได้ก็แตกหนีไปที่วัดพระธาตุลำปางหลวง พม่าตามไปล้อมไว้ ครั้นเวลาค่อนรุ่งสมภารวัดนางยางได้รวบรวมสมัครพรรคพวกที่เหลืออยู่หนีออกจากวัดลำปางหลวงไปทางทิศใต้ กองทัพท้าวมหายศไล่ติดตามไปทันจึงเกิดต่อสู้กันอีกสมภารวัดนายางถูกกระสุนปืนของชาวลำพูนตรงระหว่างคิ้วล้มลง เสนาซ้ายขวาเข้าประคองก็ถูกกระสุนปืนล้มลงทั้งคู่   เสนาวัดบ้านฟ่อนถูกกระสุนปืนที่หางตา เสนาวัดสามขาถูกที่หัวเข่า ถึงแก่กรรมทั้ง ๓ ท่านส่วนราษฎรที่เหลือ เมื่อเห็นหัวหน้าเกิดอันตรายจึงพากันหลบหนีไป พวกที่หนีไม่ทันก็ถูกทหาร ท้าวมหายศฆ่าตายจำนวนมาก เมื่อได้รับชัยชนะแล้วท้าวมหายศก็ยกทัพเข้ามาตั้งอยู่ในวัดพระธาตุลำปางหลวง แล้วจึงมีบัญชาให้ทหารออกไปเรียกเก็บเงินภาษีชาวบ้าน บังคับเอาข้าวของทรัพย์สินเงินทองเสบียงอาหาร เพื่อนำไปบำรุงกองทัพใครขัดขวางก็ลงโทษอย่างทารุณ   ส่วนผู้หญิงถูกฉุดคร่าไปเป็นนางบำเรอของทหารและแม่ทัพนายกอง ต่อมาท้าวมหายศหาทางเข้าปกครองเมืองลำปาง โดยการคิดหาอุบายฆ่า ขุนเมืองลำปางทั้ง ๔ คน ดังนั้นจึงใช้ให้หาญฟ้าแมบ หาญฟ้าง้ำ และหาญฟ้าฟื้น นายทหารเอกซ่อนอาวุธเข้าไปเจรจาความเมืองกับขุนเมืองทั้ง ๔ ของเมืองลำปาง คือ แสนหนังสือ แสนเทพ นายเรือง และจเรน้อย รวมทั้งท้าวขุนทั้งหลาย พวกขุนเมืองที่รอดมาได้คือ ท้าวลิ้นก่าน จเรน้อย นายน้อยธรรม และชาวบ้านได้หนีไปอาศัยอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น ประตูผา เมืองลอง เมืองจีบ เมืองต้า เมืองเมาะ เมืองจาง    เมืองลำปางครั้งนั้นจึงเป็นเมืองร้าง หาคนอยู่อาศัยไม่มีเพราะเกรงข้าศึกพม่าจะมาทำร้าย ในเวลาต่อมามีพระมหาเถรรูปหนึ่งอยู่วัดพระแก้วชมพู (วัดพระแก้วดอนเต้า) ขออาสาเข้าปราบพม่าจึงได้ปรึกษาหารือกับญาติโยม และสานุศิษย์ ทางญาติโยมทั้งหลายก็ขอนิมนต์ให้ท่านอยู่วัดก่อน และให้ดูตำราไสยศาสตร์ เพื่อหาคนที่มีความรู้ความสามารถเป็นหัวหน้าชาวบ้านแทน   พระมหาเถรวัด พระแก้วชมพูมองเห็นหนานทิพย์ช้างเป็นชาวบ้านคอกวัว มีอาชีพเป็นพรานป่า อยู่แถบข้างวัดศรีล้อม จังหวัดลำปาง (บางฉบับว่าเป็นชาวบ้านปงยางยก อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง) เป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด กล้าหาญ มีกำลังฝีมือเข้มแข็ง ทั้งชำนาญในการใช้อาวุธปืนให้เป็นผู้นำกำลังเข้าต่อสู้พม่า   แต่หนานทิพย์ช้างก็เกรงว่า ถ้าได้กู้บ้านเมืองแล้วจะมีปัญหาเรื่องการครองบ้านครองเมือง กับเจ้า ผู้ครองนครองค์เก่า จึงขอคำสัญญาจากชาวบ้านชาวเมืองและเจ้าผู้ครองนครองค์เก่าว่า ถ้าทำศึกชนะแล้วจะยกบ้านยกเมืองให้ครอง ชาวบ้านชาวเมืองก็พร้อมใจกันตกลง    หนานทิพย์ช้างได้นำกำลังคน ๓๐๐ คน ไปล้อมทัพท้าวมหายศที่วัดพระธาตุลำปางหลวง    กองทัพเดินทางไปถึงก็เป็นเวลาดึกสงัดแล้ว หนานทิพย์ช้างจึงวางกำลังคนอยู่เฝ้าจุดสำคัญของพวกพม่าแล้วลอบเข้าทางท่อระบายน้ำทิศตะวันตกของวัดพระธาตุลำปางหลวง (ปัจจุบันนี้ยังมีอยู่) 
รางน้ำที่หนานทิพย์ช้างเคยลอดเข้ามา ภายในวัดพระธาตุลำปางหลวง

หนานทิพย์ช้างปลอมตัวเป็นผู้ถือหนังสือจากเมืองลำพูนว่าเป็นหนังสือของชายาท้าวมหายศ และได้สืบถามจากทหารว่าท้าวมหายศเป็นผู้ใด ขณะนั้นท้าวมหายศ ทหารคนสนิทและนางบำเรอกำลังเล่นหมากรุกที่วิหารหลวง ในวัดพระธาตุลำปางหลวงอยู่   หนานทิพย์ช้างจึงทำทียื่นหนังสือให้แล้วถอนมาพอระยะจึงใช้ปืนยิงท้าวมหายศ ตายคาวงหมากรุก ซึ่งลูกปืนทะลุไปถูกกรงเหล็กที่ล้อมพระธาตุไว้ (ปัจจุบันนี้ยังมีรอยเหลืออยู่) 

   ภาพรูกระสุนที่หนานทิพย์ช้างยิงท้าวมหายศ

ทัพท้าวมหายศแตกกระจัดกระจาย ทหารถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมาก หนานทิพย์ช้างกลับมา ออกท่อระบายน้ำทางเดิมอีก   ชาวเมืองลำปางได้ตั้งชื่อให้เป็นเจ้าทิพเทพบุญเรือน เมื่อขับไล่ปราบกองทัพม่าแตกพ่ายไปแล้ว พระมหาเถรวัดพระแก้วชมพู พร้อมด้วยประชาราษฎร์ชาวเมืองนครลำปาง (เมืองลคอร) พร้อมใจกันตั้งพิธีสรงน้ำมุรธาภิเษกให้หนานทิพย์ช้าง เป็นเจ้าผู้ครองนครลำปาง ใน พ.ศ.๒๒๗๕ (จุลศักราช ๑๐๙๔) มีนามว่า เจ้าพระยาสุลวฤาชัยสงครามหรือ พระเจ้าสุลวฤาชัยสงคราม พระองค์ทรงครองเมืองลำปางได้นานถึง ๒๗ ปี พอปี พ.ศ.๒๓๐๒ (จุลศักราช ๑๑๒๑) ก็ถึงแก่ทิวงคตรวมอายุได้ ๘๕ ปี มีโอรสธิดากับเจ้าแม่ พิมพา (ปิมปา) รวมได้ ๖ องค์ได้แก่ ๑.เจ้าอ้าย ๒. เจ้าแก้ว ตอนหลังพม่าตั้งให้เป็น เจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว ๓. เจ้าหญิงคำ ๔.เจ้าหญิงคำปา ๕. เจ้าพ่อเรือน ๖. เจ้าหญิงกลม 


  ภาพบริเวณวัดพระธาตุลำปางหลวงในปัจจุบัน




ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก
-หนังสือ หนานทิพย์ช้าง(ฉบับการ์ตูน) ,สรรัตน์  จิรบวรวิสุทธิ์


วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เจ้าสุริยวงศ์(คำตัน สิโรรส) นายกองระวังเหตุกวีผู้มีฝีปากเยี่ยม

ภาพถ่ายเจ้าสุริยวงศ์(คำตัน  สิโรรส)



                  เจ้าสุริยะวงศ์(คำตัน  สิโรรส) ท่านเป็นต้นสกุล สิโรรส เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๔๐๐ เป็นโอรสของเจ้าน้อยกาวิละ ซึ่งเป็นเจ้านายในราชสกุลเชียงตุง (เขมรัฐ) และเจ้าหญิงจันทร์หอม ณ เชียงใหม่ มีบุตรกับเจ้าหญิงสุคันธา ณ เชียงใหม่ ธิดาเจ้าราชบุตร (หนานสุริยวงษ์) ๔ คน มีบุตรกับนางเกี๋ยงคำ ๔ คน มีบุตรกับนางคำ ๑ คน และมีบุตรกับนางนวล ๑ คนเจ้านายในราชสกุลเชียงตุง (เขมรัฐ) ที่อพยพมาอยู่เชียงใหม่ กับเจ้าหญิงจันทน์หอม ณ เชียงใหม่ เจ้าสุริยวงศ์รับราชการในสมัยพ่อเจ้าอินทวโรรสสุรยวงศ์  เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๘(ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๔-๒๔๕๒) เป็นผู้ที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญหลายด้าน เป็นกวีที่ฝีปากดีเยี่ยม ผลงานสำคัญ ในฐานะกวีที่มีฝีปากเยี่ยม ได้แต่งกวีนิพนธ์ภาษาล้านนา ค่าวซอเรื่องหงส์หินมหาชาติ และ นคร กัณฑ์สมัยใหม ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า นครเจ้าสุริยะหรือนครสมัย และซอรับเสด็จ  ตัวอย่างมหาชาตินครสมัย (ตอนพรรณนาจตุรงคเสนา) 

“.......รถเกวียนครางคะครื้น นับหลายหมื่นมวลมี สารถีขับแล่น วาดแส้แกว่ง แพรวพราว บางเหล้มใส่กะไหล่เดินขาวเขียนพาด ดูสะอาดติดยาง รถยนต์คราวเทียวไต่ ขับรถไขว่สานสน พะตืนบนหนังฟอก กระจกรอบปิดตัน เพื่อหื้อกันลมฝุ่น ละอองมุกมุ่น มัวควัน รถยนต์คันน้อยใหญ่ ขับอวดให้สาวดู แต่งตัวหรูขึ้นขี่ รถแท็กซี่ขับเอง ชุมนักเลง หุมชอบ ขี่เกี้ยวปลอบนารี บางเหล้มทาเป็นสีลูกหว้า บางเหล้มทาสีกรมท่าเขียวขาว บางเหล้มทาสีแดงพราวสะอาด ชักเส้นพาดเขียนดี ดุมคัชซีซ่อมใหม่ฯลฯ....... 
นอกจากผลงานด้านการกวีท่านยังเป็นนายช่างเอกที่มีความชำนาญสูงยิ่งในการแกะสลัก ผลงานช่างของท่านคือ แท่นแก้วพระพุทธรูปและสัตตปริภัณฑ์ (เชิงเทียนขนาดใหญ่) ปัจจุบันอยู่ในวัดสำเภา เชียงใหม่ สัตตภัณฑ์ไม้สักแกะสลักเป็นพญานาคราช เศียร ปัจจุบันอยู่ในวัดสำเภา เชียงใหม่และโต๊ะทำงานรูปโค้งแบบช่างจีนเซียงไฮ ด้านราชการงานปกครอง เป็นนายกองตระเวนด่านชายแดนหรือนายกองระวังเหตุ ด้านแม่ฮ่องสอน ขุนยวม ซึ่งมีโจรผู้ร้ายชุกชุม จนเป็นที่เกรงขามทั้งคนไทยและคนต่างชาติ สมรถกับเจ้าหญิงสุคัณธา ณ เชียงใหม่ เจ้าสุริยวงศ์ (คำตัน สิโรรส) มีชีวิตอยู่ในช่วงการปกครองของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ถึง พระองค์ ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์  เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ และเจ้าแก้วนวรัฐ  ท่านถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘ 






ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก

http://www.lannapoem.com(มณี พยอมยงค์, 2516 : 125-141)